วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สร้างภูมิคุ้มกันรับหน้าหนาว

      เพื่อป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจ ไข้หวัด เพราะหากเกิดในช่วงหน้าหนาวอาจส่งผลกลายเป็นโรคหลอดลมอักเสบและโรคปอดบวมได้ในที่สุด สามารถสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายได้ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ตัวอย่างการออกกำลังกายอย่างง่ายๆ



เลือกออกกำลังกายอย่างง่ายๆ อาทิ เดินเร็วๆ วิ่งเหยาะๆ ขี่จักรยาน เล่นกีฬาที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง รำมวยจีนหรือแม้กระทั่งการทำงานบ้านไม่ว่าจะเป็น กวาดบ้าน ถูบ้าน ซึ่งการเริ่มต้น ออกกำลังกายนั้น ควรเริ่มจากเบาๆ ระยะเวลาน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายปรับตัว จากนั้นจึงเพิ่มความแรงหรือความหนักและการ ออกกำลังกายในแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องหนักหรือเหนื่อยมาก โดยทำให้รู้สึกหายใจเร็วขึ้นไม่ต้องถึงกับหอบ 
อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 30 นาที ก็เพียงพอที่จะเกิดภูมิคุ้มกัน ที่สำคัญคือพักผ่อนให้เพียงพอและกินอาหารประเภทผักและผลไม้สดที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง จะมีส่วนช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคระบบทางเดินหายใจ 
อ่างอุ่นอาหาร EMB 001
ทานอาหารอุ่นๆ ดีกว่าน้ะค้ะ
เนื่องจากในช่วงอากาศหนาวเย็นจะทำให้อาหารจับตัวเป็นไข ก่อนบริโภคจึงควรนำไปอุ่นให้ร้อน เสียก่อน จะช่วยเพิ่มรสชาติของอาหารให้อร่อยขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอุณหภูมิความร้อนให้กับร่างกายสามารถคลายหนาวได้อีกทางหนึ่ง 
ดังนั้น หากประชาชนดูแลสุขภาพตนเองด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และกินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในช่วงหน้าหนาวเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย

การปฐมพยาบาลบาดแผลฉีกขาด

การปฐมพยาบาลบาดแผลฉีกขาด

วิธีการปฐมพยาบาล 

1.ล้างบาดแผลและรอบบาดแผล ด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทำความสะอาดสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในบาดแผลออก
2.กดบาดแผล ห้ามเลือดด้วยผ้าสะอาด ประมาณ 3-5 นาที 
3.ทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อและปิดแผล ด้วยพลาสเตอร์หรือผ้าปิดแผล 
ส่วนการดูแลแผลถลอก และ บาดแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ควรรีบทำการห้ามเลือด และรีบนำส่งโรงพยาบาล

วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"การปฐมพยาบาลภาวะลมแดด(Hairworld)"

ลมแดด  อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม (Hairworld)

  โดยภาวะนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ เนื่องจากความร้อนที่มากเกินไป เพราะโดยปกติร่างกายคนเรามีอุณหภูมิประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส ถ้าเมื่อไหร่ที่อากาศร้อนมากจนร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น แต่ไม่ถึง 40 องศาเซสเซียส อาการนี้เรียกว่า "เพลียแดด" แต่ถ้าสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส และมีอาการชัก เกร็ง ซึม หรือหมดสติ อาการนี้เรียกว่า "โรคลมแดด"

อาการที่บ่งบอกว่าเป็นอาการเพลียแดด

          อาการที่บ่งบอกว่าเป็นอาการเพลียแดด ได้แก่ ปวดศีรษะ มึนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลียไม่มีแรง เป็นตะคริวและมีไข้ แต่ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส อาการเพลียแดดเป็นสัญญาเตือนว่า ต้องรีบแก้ไขก่อนที่จะเกิดลมแดดซึ่งมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

          อาการลมแดดมีความรุนแรงกว่าเพลียแดด และต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนเพลียแดด แต่มีตัวแดง ร้อนจัด (เกิน 40 องศาเซลเซียส) ผิวแห้งไม่มีเหงื่อ หอบหายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว มีอาการทางสมอง เช่น เห็นภาพหลอนสับสน หงุดหงิด ชักหรือหมดสติ ภาวะนี้สามารถทำให้เกิดตับและไตวาย กล้ามเนื้อสลายตัว หัวใจเต้นผิดจังหวะ น้ำท่วมปอด เกิดลิ่มเลือดอุดตันในกระแสเลือด และช็อกได้

ปัจจัยเสี่ยง

          ภาวะนี้เกิดได้กับทุกคนที่ถูกแดดจัด หรืออยู่ในที่ที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน แต่ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ได้ง่ายขึ้น ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคทางสมอง ผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่ดี ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ผู้ที่ติดเหล้า นักกีฬา คนงาน เกษตรกร หรือทหารที่ต้องออกกำลังอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน 

          นอกจากนั้นผู้ที่ได้รับยาบางชนิด อาจทำให้เกิดภาวะนี้ได้ง่ายขึ้นถ้าอยู่ในที่ร้อน ๆ นาน ๆ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาระบาย ยากันชัก ยาทางจิตเวชบางชนิด ยาลดน้ำมูก ยาแก้หวัด ยาลดความดัน และยาโรคหัวใจบางชนิดยาไทรอยด์ เป็นต้น


การดูแลรักษาเบื้องต้น

           1.นำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่อากาศร้อน นำเข้าที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หรือห้องแอร์

           2.ถ้าผู้ป่วยยังไม่หมดสติ ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเย็น แต่ไม่ต้องให้ยาลดไข้แอสไพริน หรือพาราเซตามอล

           3.พ่นละอองน้ำบนตัวผู้ป่วย และใช้พัดหรือพัดลมเป่า หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวผู้ป่วย

           4.ถ้าผู้ป่วยชักเกร็งให้เอาสิ่งกีดขวางรอบตัวผู้ป่วย ที่อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอันตรายได้ออก

           5.ถ้าผู้ป่วยหมดสติและอาเจียน ให้จับศีรษะผู้ป่วยหันไปด้านข้าง เพื่อลดโอกาสการสำลัก


วิธีป้องกัน

           1.หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก ติดต่อกันเป็นเวลานานในช่วงที่อากาศร้อนจัด

           2.ในช่วงที่อากาศร้อน สวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่ง ไม่หนา ระบาย อากาศดี ควรสวมหมวก หรือถือร่มกันแดด ใช้ครีมกันแดดที่มีค่าSPF สูงกว่า 15

           3.ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ก่อนออกกำลังกาย

           4.หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่อากาศร้อน ๆ เป็นเวลานาน ๆ

           5.สำหรับผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก ควรระมัดระวังเรื่องอุณหภูมิอากาศไม่ให้ร้อนอบอ้าว และควรให้ได้รับสารน้ำอย่างเพียงพอ

           6.สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นกับเมืองร้อน อย่าเพิ่งออกกำลังกายอย่างหักโหม ควรให้ร่างกายปรับตัวกับสภาพอากาศก่อน 1-2 สัปดาห์

ข้อมูลจาก : ผศ.น.พ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้ ,น้ำร้อนลวก

• วิธีปฐมพยาบาลบาดแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก


 แผลถูกไฟไหม้   หมายถึง   แผลที่ผิวหนังหรือเนื้อถูกทำลายเนื่องจากถูกความร้อน ซึ่งอาจเกิดจากไฟหรือกระแสไฟฟ้า ทั้งนี้ รวมถึงการถูกสารเคมีวัตถุจำพวกกรดและด่างด้วย
 แผลถูกน้ำร้อนลวก หมายถึง แผลที่ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อต่างๆ ถูกทำลายเนื่องจากถูกความร้อนจากสิ่งต่างๆ เช่น น้ำเดือด ไอน้ำ หรือน้ำมันร้อนๆ เป็นต้น
อาการของผู้ที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก
ผู้ที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก จะมีอาการและอันตรายมากหรือน้อยก็แล้วแต่ผิวหนังที่ถูกไหม้หรือลวก หากมีบาดแผลกว้างจะทำให้ติดเชื้อและมีโรคแทรกซ้อนได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องรู้ระยะของอาการและอันตรายก่อนที่จะปฐมพยาบาล ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้
ระยะช็อคขั้นต้น
     ระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการช็อคทันที เมื่อถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก ผู้ป่วยจะมีอาการหมดสติ ชีพจรเต้นเบาแต่เร็วมาก กระสับกระส่าย เหงื่อออกมาก และอาจถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลที่ถูกวิธีและรวดเร็ว
ระยะช็อคขั้นที่สอง
     จะเกิดขึ้นภายหลังจากถูกไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวกแล้วประมาณ 2 -24 ชั่วโมงอาการคล้ายอาการช็อคขั้นต้น แต่รุนแรงกว่า การช็อคขั้นนี้มีสาเหตุมาจากการเสียน้ำในร่างกายมาก เพราะถูกไฟเผาและเหงื่อออก
ระยะเกิดพิษ
     ระยะเกิดพิษจะเป็นระยะที่ติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เกิดหนองที่บาดแผล อาการขั้นนี้จะเกิดขึ้นภายหลังจากไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกมาแล้วประมาณ 48 - 72 ชั่วโมง อาการระยะนี้จะมีอาการอักเสบ มีหนอง มีไข้สูง ชีพจรเต้นเร็ว ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ และอาจถึงแก่ความตายได้
ระยะเกิดแผลเป็น
     เมื่อบาดแผลหายมักจะเกิดแผลเป็นขึ้นจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่บาดแผล ที่ถูกไหม้หรือลวก หรือการรักษาถูกต้องเพียงใด
การปฐมพยาบาลผู้ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก ปฏิบัติได้ดังนี้
ถ้ามีอาการช็อค ควรรักษาอาการช็อคเสียก่อน โดยปฏิบัติดังนี้
ยกปลายเท้าให้สูงกว่าระดับศีรษะ
ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย โดยใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบบริเวณบาดแผล
ถ้ามีอาการปวดมากควรใช้ยาระงับปวด
ถ้าหากผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้ทำการผายปอด
แต่งบาดแผล โดยปฏิบัติดังนี้
ตัดเสื้อที่ถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกออ
ตัดผิวหนังส่วนที่พองออก เพราะอาจลุกลามให้เกิดหนองได้ และอาจทำให้ทายาได้ไม่ถึงบาดแผล
ล้างบาดแผลด้วยน้ำอุ่น น้ำด่างทับทิม หรือน้ำเกลือ
ใช้ยาทาบาดแผล เช่น น้ำมันพืช ขี้ผึ้งซัลฟา หรือขี้ผึ้งยูคาลิปตัส เป็นต้น
ถ้ามีอาการมากต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

สรุป การปฐมพยาบาล แผลไฟไหม้ ,น้ำร้อนลวก มีดังนี้
1.ฉีกหรือตัดเสื้อผ้าบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกออก
2.เสื้อผ้าที่ไหม้ไฟและดับแล้ว ถ้าติดที่แผล ไม่ต้องดึงออก
3.ถอดเครื่องประดับที่รัดอยู่ เช่นแหวน, เข็มขัด ,นาฬิกา ,รองเท้า , (เพราะอาจจะบวมทำให้ถอดยาก)
4.ทำให้บริเวณที่ถูกไฟไหม้น้ำร้อนลวกเย็นลงโดยเร็วที่สุด (ทำอย่างน้อย 10 นาที )
5.ใช้ผ้าก็อซปราศจากเชื้อปิดแผล กรณีแผลใหญ่ ใช้ผ้าปิดพันด้วยผ้ายืดหลวม ๆ

การปฐมพยาบาล คือ



การปฐมพยาบาล คือ การให้การพยาบาลช่วยเหลือขั้นต้นโดยรีบด่วน แก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยกะทันหัน เพื่อให้ผู้บาดเจ็บ/ผู้ป่วยได้รับอันตรายน้อยที่สุด ก่อนที่จะส่งถึงมือแพทย์

ผู้ให้การปฐมพยาบาล (First Aider) คือ ผู้ที่ช่วยเหลือผู้ป่วยที่บาดเจ็บ โดยมีความรู้ด้านการปฐมพยาบาล ด้วยเครื่องมือที่พอจะหาได้ในขณะนั้น

คุณสมบัติของผู้ปฐมพยาบาลที่ดี

เป็นผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมเรื่องการปฐมพยาบาล ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์พอควรมีความละเอียดรอบคอบในการสังเกตอาการ แล้วรายงานให้แพทย์ทราบภายหลังเป็นผู้สามารถควบคุมสติตนเองได้ ไม่ตื่นตกใจ ไม่หวาดกลัวต่อสิ่งที่พบเห็นเป็นผู้ตัดสินใจเร็ว รอบรู้สถานพยาบาลใกล้เคียงที่จะติดต่อส่งผู้ป่วยได้ศึกษาสาเหตุ ให้คำปรึกษา และช่วยป้องกันอุบัติเหตุในชุมชน